: Fanfic Tokyo Ghoul
: Ken Kaneki X Kaneki Ken , AllKaneki Ken
: ?
+*+*+*+*+*+*
ท่ามกลางความหนาวเย็นเสียดแทงกระดูก...
ในที่สุดบุพพาอันพิสุทธ์ก็โปร่ยปรายลงมาในราตรีหนึ่ง...
"เคน...มารู้จักกับน้องเขาหน่อยลูก"
ผู้เป็นบิดาเอ่ย หากเด็กน้อยกลับซุกตัวเข้าหาผู้เป็นมารดาของตนมากขึ้น
ยามจับจ้องไปยังคนแปลกหน้าที่บิดาพามาในค่ำคืนหนึ่งของฤดูหนาว
เคนมองสบคนแปลกหน้าที่เหมือนกับเขาอย่างน่าประหลาด...หากแต่คนๆนั้นมีเรือนผมสีขาว
ตาซ้ายสีแดง...ตาขวาสีดำ อายุประมาณ4-5ขวบเท่าๆกับเขา หน้าตาที่เหมือนกับเขา
มันราวกับว่าเด็กน้อยกำลังส่องกระจกอยู่ไม่ปาน หากแต่ที่ทำให้เด็กน้อยนึกกลัว ...ก็เพราะว่าเด็กตรงหน้าเขานั้น...ช่างให้ความรู้สึกประหนึ่งราตรีอันสงบเยือกเย็นยามเหมันต์โปร่ย แล้วแต้มด้วยโลหิตอันแดงฉาน
มันทำให้เด็กน้อยนึกกลัวว่านั่นคือภาพสะท้อนของตน
'ไม่...ไม่เอานะ...ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น'
เด็กน้อยคิดขณะเสหน้าหลบอยู่หลังมารดา
"เคนจ๊ะ...จากนี้น้องเขาก็จะมาอยู่ด้วยกันกับเรา
เพราะพ่อแม่น้องเขาที่เป็นเพื่อนกับคุณพ่อตอนนี้เสียไปแล้ว
...ทักทายเขาหน่อยสิลูก" คุณแม่เขาช่วยพูดอีกแรง
พลางดันเขาออกมายื่นอยู่ตรงหน้าเด็กคนนั้น
เคนเม้มปากแน่ขณะก้มหน้าลง
นิ้วโป้งถูกซ้อนพร้อมๆกับชายเสื้อเนื้อหนาที่ถูกกำจนยับ
"คะ....คาเนกิ เคน
ยะ...ยินดีที่ได้รู้จัก" เคนเอ่ยเสียงสั่น
"เคน คาเนกิ
...ยินดีที่ได้รู้จัก"
'เอ๋?'
แม้แต่ชื่อยังเหมือนกันเลยเหรอ?
เคนคิดอย่างแปลกใจขณะช้อนตามอง
"แปลกใจสินะ ...เด็กคนนี้ชื่อเหมือนกับลูกเลยล่ะ.
หน้าก็เหมือนกัน....แล้วเกิดวันเดือนเหมือนกันด้วยนะ
ต่างแค่เขาเกิดหลังจากลูกหนึ่งปีนั่นแหละ"
“ดีกันไว้นะ...จากนี้เราจะต้องอยู่ด้วยกัน”
...
..
.
1เดือนผ่านไป
เคนนอนพลิกตัวไปมา...นี่ก็เป็นอีกคืนที่เด็กน้อยนอนไม่หลับ
..ตั้งแต่ที่คาเนกิมาอยู่กับเคนโดยต้องนอนห้องเดียวกันนั้น เด็กน้อยก็นอนหลับยากขึ้น
เพราะความอึดอัด...ไม่ใช่จากการนอนเบียด ...แต่เพราะบรรยากาศรอบตัวของคาเนกิก็ที่ทำให้เด็กน้อยรู้สึกอึดอัดใจทุกครั้งที่อยู่ใกล้
ปรกติเด็กน้อยจะพยายามไม่อยู่ใกล้คาเนกิมากเกินไปนัก
ในขณะเดียวกันเขาก็พยายามที่จะไม่ให้คุณพ่อคุณแม่รู้ถึงความลำบากใจนี้ของเขาไปพร้อมๆกันด้วย
แต่ถึงแม้ว่าข้างนอกจะเป็นยังไง...แต่สุดท้ายเขากับคาเนกิก็จะต้องมาลงเอยอยู่ใกล้ๆกันในห้องนี้ทุกๆคืนอยู่ดี
เด็กน้อยนอนมองหัวขาวๆที่โผล่พ้นผ้าห่มเพราะอีกฝ่ายนอนหันหลังให้
ก่อนจะเริ่มต้นพยายามข่มตาหลับลงอีกครั้ง....เด็กน้อยพลิกตัวหันเข้าหากำแพง
จดจ้องพนังที่มองเห็นสลัวๆ
จ้อง....จ้อง......จ้อง..............จ้อง................................................แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่หลับ
‘ทำใจให้ชินไม่ได้ซักทีแหะ’ เคนคิดพลางพลิกตัวกลับมานอนมองแผ่นหลังนั่นอีกครั้ง
แสงจันทร์ส่องลอดบานหน้าต่างเข้ามากระทบกับเรือนผมสีขาวประกายเทา
ที่ทำให้เคนอดนึกถึงอะไรหลายๆอย่างไม่ได้....ทั้งคำถามที่ว่าทำไมคาเนกิถึงมีผมสีนี้
...และมันทำให้นึกถึงหิมะ.....อ่ะ...นึกถึงหิมะแล้ว
เคนขมวดคิ้วมองเงาในห้อง ก่อนยกศรีษะขึ้นมองที่หน้าต่าง
ที่ภายนอกกำลังโปร่ยปรายไปด้วยละอองสีขาวอันแสนบอบบาง ...หิมะ..กำลังตก
เด็กน้อยหันมามองแผ่นหลังนั่นอีกครั้ง....พลางนึกถึงคำพูดของคุณแม่ที่บอกว่าถ้าร่างกายเย็นมากจะทำให้เป็นหวัด
และยิ่งหน้าหนาวแบบนี้..คุณแม่มักจะกำชับให้ห่มผ้าให้ถึงคอ..จะได้อุ่นๆ ...ไม่เป็นหวัด
“...”
เคนมองผ้าห่มที่ร่นมากองอยู่ตรงช่วงเอวของคาเนกิ ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นมานั่งมอง
หากแต่พอทำแบบนั้นแล้ว...อาการเย็นก็เข้าจู่โจมเขาทันที
เมื่อร่างกายเขาปราศจากเกราะกำบังอย่างผ้าน่วมแล้ว
เด็กน้อยเบ้หน้าทันที..อดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งๆที่หนาวขนาดนี้แท้ๆ
แต่ทำไมอีกฝ่ายยังนอนไม่ห่มผ้าแบบนั้นอีก
พอไล่ตามองก็เห็นว่าคอเสื้อก็ใช่ว่าจะให้ความอบอุ่นแก่คอเท่าไรนัก
เคนลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า
ก่อนหยิบผ้าพันคอออกมา ก่อนค่อยๆทรุดตัวลงนั่งข้างๆร่างที่เหมือนกับเขาราวกับฝาแฝด
จัดการค่อยๆวางผ้าพันคอลงปิดคออีกฝ่าย
...เด็กน้อยจำได้ดีว่าพ่อเขามักสอนเสมอว่าคอคือส่วนสำคัญ..ถ้าเย็นจะทำให้เป็นหวัดได้
ก่อนจะดึงผ้าน่วมขึ้นมาห่มปิดให้ถึงคอของอีกฝ่ายเบาๆ
เมื่อเสร็จแล้วเขาจึงละออกมามองผลงาน ก่อนพยักหน้าเบาๆอย่างพึงพอใจ
เคนกลับไปมุดตัวเข้าใต้ผ้าห่มอันแสนอุ่นอีกครั้ง
ความรู้สึกพึงพอใจแผ่กระจายไปทั่ว..และคราวนี้มันก็ช่วยชักนำให้เขาเข้าสู่หวงนิทราได้โดยง่าย
ดวงเนตรสองสีของคนที่เคนคิดว่าหลับไปแล้วเปิดขึ้นมา
ความจริงแล้วคาเนกิไม่ได้หลับเหมือนๆกันกับเคนนั่นแหละ
เพราะความแปลกที่ไหนยังจะเสียงพลิกตัวไปมานั่นอีก แต่เขาก็เลือกที่จะแกล้งทำเป็นหลับ
เพราะคิดว่ามันน่าจะทำให้เคนผ่อนคลายจนหลับได้ง่ายๆบ้าง
คาเนกิจับผ้าพันคอไหมพรมที่คอของตนก่อนมองผ้านวมที่ยกขึ้นมาปิดถึงคออีก
เด็กชายพลิกตัวไปมองคนที่หลับปุ๋ยไปแล้ว
ก่อนพลิกมานอนแหงนมองเพดานโดยที่ยังมีผ้าพันคอและผ้านวมปิดทั้งร่างกายอย่างมิดชิด
...นิ่งอยู่แบบนั้นจนรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวข้างตัวที่ทำให้ต้องดึงสายตามอง
คนที่กลางวันทำท่าไม่อยากเข้าใกล้เขาแต่ตอนนี้กลับกลิ้งมานอนซุกตัวอยู่ข้างๆเขาซะแบบนั้น
คาเนกิกลับไปมองเพดานอีกครั้ง แต่อีกซักพักก็ต้องกลับมามองคนที่เข้ามาเบียดซุกตัวเขาซะอย่างนั้น
กลิ่นหอมอ่อนๆที่เด็กชายจำได้ว่าเป็นกลิ่นของคิกมกขุเซ*โชยมาขับกล่อมให้เขาเริ่มง่วงงุน... จนสุดท้ายก็ปรือปรอยหลับลงในที่สุด
เช่นเดียวกับเคนที่อยู่ก่ำกึ่งความฝันและสติที่แทบไม่เหลือหลอ
กลิ่นหอมๆบางอย่างก็กำลังช่วยขับกล่อมเขาในราตรีนี้เช่นกัน
*ดอกหอมหมื่นลี้
............................................................
.....................
.
3ปีผ่านไป......
“เคนจ๊ะ... ไปตามคาเนกิมาทานข้าวหน่อยลูก”
ผมเงยหน้ามองคุณแม่ก่อนจะพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปที่ห้องที่เดิมทีเป็นห้องอ่านหนังสือของคุณพ่อ...แต่พอท่านเสียไป
เมื่อ1ปีก่อน..บวกกับบ้านของเด็กชายเป็นบ้านเล็กๆ..ไม่ได้มีห้องมากมายเลยให้คาเนกิย้ายมาอยู่ห้องนี้
หลังจากที่ก่อนหน้านี้นอนอยู่ห้องเดียวกับผมมา2ปีกว่าๆ
ผมเม้นปากเล็กน้อยก่อนค่อยๆเปิดประตูเข้าไปในห้องนั้น
“คาเนกิ....ข้าวเย็นเสร็จแล้วล่ะ”
ผมเอ่ยเบาๆกับคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ นี่เป็นอีกเรื่องที่เด็กชายอดรู้สึกประหลาดทุกครั้งที่เรียกชื่อคนตรงหน้า
...ที่มีชื่อเหมือนเขาทั้งการออกเสียงและการสะกด
ต่างกันเพียงแค่ชื่อและนามสกุลที่สลับกัน มันเหมือนเขากำลังเรียกตัวเองด้วยนามสกุลของเขาเองอยู่ทุกครั้งที่เขาเอ่ย
...เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริงๆแหะ
คาเนกิเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือในมือก่อนพยักหน้าเงียบๆ
ก่อนลุกเดินออกไปจากห้อง...ช่วงจังหวะที่คาเนกิเดินผ่านผมไป ผมอดไม่ได้ที่จะสะดุ้ง
หดตัวเล็กน้อย และคาเนกิก็เหมือนจะเข้าใจ
เพราะร่างนั้นขยับเบี่ยงตัวเล็กน้อยก่อนเปิดประตูเดินออกไป
ผมว่าผมเป็นพวกพูดน้อยเข้ากับเพื่อนไม่ได้แล้วนะ..แต่เหมือนคาเนกิจะเป็นมากกว่าผมอีก
เด็กน้อยอดคิดไม่ได้
3ปีที่ต้องอยู่ด้วยกัน...
เคนก็ยังกลัวเขาอยู่ดี ถึงเด็กน้อยจะรู้ว่ามันไม่ดีที่ไม่ทำตัวดีๆเชื่อฟังที่คุณพ่อคุณแม่บอกให้ดีๆกันไว้ก็เถอะ
...แม้เด็กน้อยจะไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกัน แต่ท่าทีนั้นก็ห่างเหินกันเหลือเกิน
เด็กน้อยกำชายเสื้อเล็กน้อยพลางเอาเท้าเขี่ยพื้นห้องครู่หนึ่งอย่างกระอักกระอ่วนใจกับเรื่องเมื่อครู่
แล้วนิ่งเหมือนสงบความคิดซักพัก ก่อนจะรีบตามออกจากห้องไปบ้าง
.....................
.........
...
.
อีก2ปีต่อมา...
เสียงเคาะประตูยามดึกทำให้ดวงเนตรสองสีเปิดขึ้น
คาเนกิขยี้ตาเล็กน้อยก่อนเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ
เด็กชายเดินไปเปิดประตูก็พบกับเคนที่กอดหมอนใบโตยืนตัวลีบอยู่หลังประตู
“มีไรเหรอ?” เด็กชายถามนิ่งๆ
“คะ...คือว่า” เคนอ้ำๆอึ้งๆ
ครู่หนึ่ง “ขอนอนด้วยได้ไหม
...ผม..นอนไม่หลับน่ะ”
คาเนกินิ่งไป
จนเคนต้องกอดกระชับหมอนแน่ๆซุกตัวหลบหลังมันมากกว่าเดิม
ดวงเนตรสีนิลทั้งคู่เสมองพื้น
“เข้ามาสิ” คาเนกิเบี่ยงตัวหลบให้เคนที่ทำหน้าหน้าโล่งใจเดินเข้ามา
ก่อนปิดประตูตามหลัง
“เพราะไปอ่านนิยายของคาฟคาเข้าสินะ
ถึงกลัวจนนอนไม่หลับน่ะ...” คาเนกิเอ่ยนิ่งๆ ขณะเดินไปล้มตัวที่ฟูก
ตรงข้ามกับเคนที่สะดุ้งเฮือกทันที
“ระ...รู้ด้วยเหรอ?!”
“ก็เห็นนาย ถามหาวิธีอ่าน คำว่า ‘腐 (ฟุ)’ จากคุณน้านี่นา
แล้วนิยายที่ทำให้นึกถึงคำๆนี้ก็เป็นเรื่องของคาฟคา*
แล้วมันก็ไม่ได้อยู่ที่ฉัน...ซึ่งแปลว่ามันต้องอยู่ที่นาย”
เคนทำตัวลีบทันทีกับคำพูดที่วิเคราะห์และดักคอในตัวอันเกินเด็กของคาเนกิ
* พูดถึงนิยายเรื่อง Die verwandlung แต่งโดยคาฟคา กล่าวถึงชายคนหนึ่งที่กลายเป็นแมลงขนาดยักษ์
และชอบกินของบูดเน่า
ดวงเนตรสองสีเหลือบมองเล็กน้อยก่อนตบที่ว่างข้างตัว
ซึ่งเคนก็ค่อยๆทรุดตัวลงนั่งเบาๆ แต่ยังคงนั่งเกร็งไม่ยอมนอนลงมา
เด็กชายผมขาวถอนหายใจก่อนดึงให้เคนนอนลงมาข้างๆ
“ถ้ากลัวเกรกอร์* มากกว่าที่กลัวฉันก็นอนเถอะ” เด็กชายผมขาวเอ่ยทั้งๆที่ยังนอนมองเพดานอยู่
เด็กชายพยายามที่จะไม่ให้ร่างกายของตนไปถูกเคนเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะสะดุ้งตกใจกลัวทุกครั้ง
* ตัวละครเอกของนิยายเรื่อง Die verwandlung
หากแต่มือของเคนกลับมาจับกุมเสื้อนอนของเขาจนอดไม่ได้ที่จะหันมามอง
“คุณแม่...ยังไม่กลับมาเลยเนอะ”
เด็กชายผมดำเอ่ย ขณะซุกหน้าลงกับหมอนโดยที่ยังกำเสื้อเขาอยู่
“...” คาเนกิกระพริบตา
“เวลานายอ่านนิยายแล้วกลัว..ทำไมมักมานอนกับฉัน..แทนที่จะเป็นแม่นายล่ะ?”
คาเนกิอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำถามที่ค้างคาใจ มาตลอด2ปี
“ก็คุณแม่คงเหนื่อยเลยไม่อยากกวนน่ะ...”
“เลยมากวนฉันแทน?”
“มะ...ไม่ใช่นะ!” เคนลุกพรวดขึ้นมานั่งมองเขาทันที
“ก็...เวลาฉันอยู่กับคาเนกิน่ะ....ในเวลาแบบนี้...
อยู่กับคาเนกิ..มันสบายใจ......ดี..นี่นา” ท้ายเสียงค่อยๆแผ่วลง
ในขณะที่เคนก้มหน้างุด
“สบายใจ?....ทั้งๆที่กลัวฉันนี่นะ”
เคนสะดุ้งทันที
“รู้ด้วยเหรอ?”
“อืม”
จำได้ว่าพูดคำว่ากลัวไปครั้งแล้วนะ.... ความรู้สึกช้าชะมัด คาเนกิอดคิดไม่ได้
“...”
“...”
เคนค่อยๆนอนลงอีกครั้งพลางมองคาเนกิที่กลับไปมองเพดานอีกครั้ง
“อ่านแล้วเหรอ?...นิยายของคาฟคาน่ะ” เคนถามขึ้นมาอีก
“อืม”
“ไม่กลัวบ้างเหรอ?....แบบ...ไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้าตัวเองเป็นแบบนั้นขึ้นมา..จะทำยังไงน่ะ?”
เปลือกตาเริ่มปรือลงมา
“ไม่นิ”
“ทำไม?”
เด็กชายผมขาวนิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบ
“เพราะฉันคิดว่ายังมีอีกหลายอย่างที่น่ากลัวมากกว่านั้น...”
เคนขมวดคิ้วอย่างสงสัย...แต่ความง่วงงุนและกลิ่นหอมๆนั่นก็โชยมาก็ทำให้เขาค่อยๆหลับลง
“น่ากลัว...กว่า....เหรอ” และนั่นก็เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่เด็กชายจะผล็อยหลับไป
คงเหลือไว้แต่เด็กชายผมขาวที่ยังนอนมองเพดานอยู่แบบนั้น
ดวงเนตรสองสีหลับลงก่อนปรือขึ้นมามองคนที่นอนซุกตัวอยู่ข้างๆเขาแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
“....น่ากลัว...กว่ามากเลยล่ะ”
.........................................................
..................................
.............
..
.
2สัปดาห์หลังจากนั้น
“เสียใจด้วยนะจ๊ะ...คาเนกิคุง”
เสียงของหญิงชราเอ่ย เป็นคำพูดที่เด็กชายได้รับเป็นครั้งที่สิบของวันในงานศพของคุณแม่แล้ว
ริมฝีปากเล็กเม้มแน่นในขณะที่ก้มหน้าร้องไห้อย่างเงียบๆ
คาเนกิเหลือบมองเคนที่ยังคงร้องไห้พร้อมๆกับพยักหน้ารับคำพูดของหญิงชราอย่างเงียบๆ
งานศพของคุณแม่ของเคนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย...มีเพียงแค่ญาติและคนรู้จักแค่ไม่กี่คนในงานสีเทาๆนี้
...
“แล้วจะทำยังไงกับเด็กสองคนนี้ล่ะเนี่ย?”
เมื่อจบงานพวกผู้ใหญ่ก็เริ่มจับกลุ่มคุยกัน
“พ่อก็ไม่อยู่แล้ว...แม่ยังมาจากไปอีก...”
“น่าสงสารจัง”
“คงต้องไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสินะ”
“ฉันจะเป็นคนดูแลเด็กสองคนนั้นเอง..” คุณป้า...ที่เป็นพี่สาวของคุณแม่เคนเอ่ยขึ้นมา
คาเนกิที่นั่งมองอยู่ห่างๆหรี่ตาลงขณะนั่งฟังเรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกันเงียบๆ
“เพื่อเป็นการชดเชยให้กับน้องสาวของฉันบ้าง...”
คุณป้าพูดพลางก้มหน้าลง มือกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น “เพราะที่น้องสาวฉันต้องเป็นแบบนี้....ก็เพราะ..ฉัน”
ว่าพร้อมเสียงสะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่...ในที่สุดหญิงสาวก็ปล่อยโห่ออกมาอย่างสุดกลั้น
“ไม่ใช่ความผิดเธอหรอกนะ”
เหล่าแขกเรื่อพากันปลอบประโลม
“ใช่...เค้าไปสบายแล้วนะ”
“...”
คาเนกิมองนิ่งก่อนลุกขึ้นเดินไปที่ห้องนอนของแม่เคนที่ตอนนี้มีเพียงแค่ร่างไร้วิญญาณของคนที่เคยเป็นเจ้าของห้องและเด็กชายผมดำที่นั่งร้องไห้อยู่เงียบๆ
ท่ามกลางควันธูปที่ลอยอ้อยอิงอวลด้วยกลิ่นดอกคาร์เนชั่นสีขาวที่วางประดับอยู่รอบๆห้องอันแสนทึมเทา
เด็กชายผมขาวนิ่งมองรูปคุณน้าที่ค่อยดูแลเขาเหมือนแม่มาโดยตลอด
เรื่อยมายังเคนที่ยังนั่งก้มหน้านิ่งอยู่แบบนั้น ก่อนตัดสินใจก้าวเข้ามาในห้อง
“คุณป้า...เขาจะรับเราไปดูแลน่ะ”
คาเนกิว่าพลางเข้ามานั่งอยู่ข้างๆโดยไม่ลืมที่จะทิ้งระยะห่างเอาไว้เช่นเดิม
“...”
“...”
ไม่มีเสียงตอบกลับมานอกจากเสียงสะอื้นไห้อันแผ่วเบาอยู่เนินนานกว่าจะมีเสียงพูดระหว่างเด็กชายสองคนขึ้นมาอีก
“..ที่นายบอกว่ามีสิ่งที่น่ากลัวกว่าน่ะ”
เคนเอ่ยขึ้นมาในที่สุด ไหล่เล็กห่อลง ช่างราวกับเคนกำลังจะโดนความโศกบีบรัดจนร่างกายแหลกละเอียดไปต่อหน้าต่อตาคาเนกิก็ไม่ปาน...เด็กชายกลืนก้อนสะอื้นที่ตีตื้นขึ้นมาก่อนจะเอ่ยต่อได้ในที่สุด
“คือความตายสินะ”
“...”
ดวงเนตรสองสีหรี่ลง...ปรากฎแววอาทร...ระคนเจ็บปวดภายในนั้น
“อืม”
.
.
.
.
.
TBC
และแล้วมันก็มา ถถถถถถถถถ ไหใหม่
สงสัยอะไรถามได้นะครับ จะมาตอบและแก้ไขให้ถ้างงกัน
พอดีผมอยากเขียนในแบบที่ผู้อ่านต้องตีความความหมายกันเองด้วยน่ะ
มันเลยมาอารมณ์นี้น่ะ
จะปั่นเรื่องนี้ให้จบให้ได้! ไฟโตะ!!!